การออกกำลังกายเพื่อสุขภาพแบบลีลาศ

 ความเป็นมาของการลีลาศ

               การลีลาศหรือเต้นรำ (Dance)  เป็นการเคลื่อนไหวร่างกายไปตามจังหวะดนตรี เพื่อแสดงออกทางด้านอารมณ์และความหรรษารื่นเริง  การเต้นรำจึงมีประวัติอันยาวนาน คู่กับมนุษยชาติเริ่มจากมนุษย์ในยุคโบราณมีการเต้นรำ  หรือฟ้อนรำเพื่อบูชาเทพเจ้าเพื่อขอพรและขอความคุ้มครอง  เป็นกิจกรรมบันเทิงควบคู่กันไปกับการกระทำพิธีกรรมอันเป็นส่วนหนึ่งของการดำเนินชีวิต  ถือเป็นรูปแบบของการเต้นรำดั้งเดิม (Primitive dance)  เมื่อสังคมเจริญก้าวหน้าขึ้น มนุษย์มีการรวมตัวกันตั้งถิ่นฐานเป็นชุมชนที่มีการพัฒนาทางด้านเกษตรและการเลี้ยงสัตว์  การเต้นรำดั้งเดิมก็ได้รับการพัฒนาเป็นการเต้นรำพื้นบ้าน (Folk dance) และเริ่มเป็นกิจกรรมสังคม ที่แยกจากเรื่องของพิธีกรรมทางศาสนาและลัทธิความเชื่อมา เป็นกิจกรรมนันทนาการเพื่อความบันเทิง  และเป็นการสร้างความสัมพันธ์ที่ดีในหมู่คณะเพื่อนฝูง (Social relationship)   ดังนั้นการเต้นรำพื้นบ้านได้รับความนิยมกว้างขวางขึ้นในสังคมเมืองมีการพัฒนาการเต้นรำพื้นบ้าน เป็นการเต้นรำที่เรียกว่า ลีลาศ (Ballroom dance) โดยมีกำเนิดที่ประเทศอังกฤษ  ในปลายศตวรรษที่ 18 และแพร่หลายไปทั่วโลก จนถึงปัจจุบัน

 

การลีลาศในประเทศไทย

               การลีลาศในประเทศไทยนั้น   นายหยิบ   ณ นคร ได้ให้สัมภาษณ์ในนิตยสารลีลาศ ฉบับที่ 2 เดือนกันยายน 2521  ว่าจากการบันทึกของแหม่มแอนนา เล่าว่า ในเมืองไทยมีคนเต้นรำเป็น ตั้งแต่สมัยรัชการที่ และคนที่เป็นนักเต้นรำคนแรก ก็คือ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวนั่นเอง ในสมัยรัชกาลที่ 5 และที่ 6 ก็มีการเต้นรำกันบ้าง   ทุกปีที่มีงานเฉลิมพระชนมพรรษา โดยจะมีพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเป็นองค์ประธาน ซึ่งจะจัดกันที่พระที่นั่งจักรีฯ หรือส่วนใดส่วนหนึ่งในเขตพระราชฐาน ซึ่งราชทูตต่างๆ ก็จะมาเข้าเฝ้าด้วยในวันนั้น  แต่ส่วนใหญ่ที่เต้นก็มักจะเป็นจังหวะวอลซ์อย่างเดียว
               ต่อมาในปี   พ.ศ.
2475   จึงได้มีการตั้งสมาคมสมัครเล่นเต้นรำขึ้น   มีพระองค์เจ้าวรรณไวทยากรวรวรรณ เป็นนายกสมาคม และนายหยิบ ณ นคร เป็นเลขาธิการสมาคม ต่อมาเมื่อมีสมาชิกมากขึ้น   จึงจัดงานลีลาศขึ้นที่สมาคมคณะราษฎร์    ซึ่งพระยาพหลฯ หัวหน้าคณะราษฎร์จะจัดการเลี้ยงฉลองที่วังสราญรมย์    จากนั้นก็มีการลีลาศกันบ่อยเข้าและมีการแข่งขันกันเกิดขึ้นเป็นครั้งแรก ที่วังสราญรมย์นั่นเอง โดยมีพลเรือตรีเฉียบ แสงชูโต กับคุณประนอม สุขขุม เป็นแชมเปี้ยนคู่แรกของประเทศไทย

               คำว่า "ลีลาศ" หรือ "เต้นรำ"  มีความเหมือนๆ กันตามพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตสถาน ฉบับปีพุทธศักราช 2525   ได้ให้ความหมายไว้ดังนี้  "ลีลาศ"  เป็นนาม แปลว่า "ท่าทางอันงาม  การเยื้องกราย" เป็นกริยา แปลว่า "เยื้องกราย เดินนวยนาด" ส่วนคำว่า "เต้นรำ" จากพจนานุกรมฉบับเดียวกัน  แปลว่า "เคลื่อนที่ไป   โดยมีระยะก้าวตามกำหนดให้เข้าจังหวะกับดนตรี  ซึ่งเรียกว่า  ลีลาศ  โดยปกติเต้นเป็นคู่ชายหญิง"   คนไทยนิยมเรียกการลีลาศว่า เต้นรำ  มานานแล้ว  คำว่า  ลีลาศ  ตรงกับคำภาษาอังกฤษว่า   "Social dance" บางประเทศในยุโรปเรียกการลีลาศหรือเต้นรำว่า "Ballroom dancing" ผู้บัญญัติศัพท์คำว่า  "ลีลาศ" คือ พระองค์เจ้าวรรณไวทยากร   วรวรรณ  (กรมหมื่นนราธิปพงศ์ประพันธ์) เมื่อปี พ.ศ.2476

 

 ประเภทของลีลาศ  แบ่งออกเป็น 3 ประเภท

                         1.  ประเภทบอลรูม (Ballroom)   มีลักษณะการเต้นเต็มไปด้วยความอ่อนหวานลำตัวตั้งตรง ผึ่งผาย ไม่โยกหรือส่ายสะโพกมาก ประกอบไปด้วย 5 จังหวะ คือ
                              -  วอลทช์  (Waltz)
                              -  แทงโก้  (Tango)
                              -  สโลว์ฟอกซ์ทรอท (Slow fox trot)
                              -  ควิกสเตป (Quick step)
                              -  ควิกวอลทซ์ (Quick waltz)
                        2.  ประเภทลาตินอเมริกัน (Latin american)   มีลักษณะการเต้นที่มีการเคลื่อนไหวลำตัวมาก โดยมากจะใช้สะโพก  เอว  เข่า  และข้อเท้าเป็นสำคัญ ประกอบด้วย 5 จังหวะ คือ
                              -   ช่า ช่า ช่า   (Cha cha cha )
                              -   คิวบันรุมบ้า  (Cuban rumba)
                              -   แซมบ้า  (Samba)
                              -   ไจฟว์  (Jive)
                              -   พาโชโดเปล
                         3.  ประเภทเบ็ดเตล็ดต่างๆ    ลักษณะการเต้นเป็นจังหวะที่ไม่ช้าไม่เร็วจนเกินไป เป็นที่นิยมเต้นกันในประเทศไทยมาก ประกอบไปด้วย
                              -   กัวราช่า ( Guaracha )
                              -   รุมบ้า (American rumba)
                              -   บีกิน (Beguine)
                              -   ตะลุง

 

การวิเคราะห์ลีลาศต่อการเคลื่อนไหวร่างกาย  

          การลีลาศ เป็นกิจกรรมที่เกิดจากการเคลื่อนไหวร่างกาย (Physical activity)  และเป็นการออกกำลังกาย (Exercise training) ที่มีผลต่อสุขภาพ (Health) การฝึกลีลาศอย่างต่อเนื่อง   ถือเป็นการฝึกแบบแอโรบิค (Aerobic training)   ที่เสริมสร้างประสิทธิภาพของระบบการผลิตพลังงานที่ใช้ออกซิเจน  ซึ่งช่วยเสริมสร้างความอดทนของระบบหายใจ และไหลเวียนโลหิต ดังนั้น การลีลาศจึงเป็นการออกกำลัง ตามหลักวิทยาศาสตร์ และยังอาศัยศิลปะในการเคลื่อนไหวเพื่อความสวยงามอีกด้วย  การฝึกลีลาศ แบ่งเป็น 2 ประเภท คือ ประเภทลาตินอเมริกัน มี 5 จังหวะ และประเภท Standard  มี 5 จังหวะโดยแต่ละประเภทจะเป็นการเคลื่อนไหว แบบมีแรงกระแทกต่ำ (Low inpact)

     1.    ประเภทลาตินอเมริกัน  (Latin american)
            เป็นการลีลาศที่มีการเคลื่อนไหวร่างกาย ที่เต็มไปด้วยความมีชีวิตชีวา เร้าใจ และสนุกสนาน  
โดยเน้นการใช้กล้ามเนื้อและโครงร่างในแต่ละส่วน   เช่น   ลำตัว   แขน  ขา สะโพก เอว ไหล่ และศีรษะตามจังหวะดนตรีและเอกลักษณ์ของแต่ละจังหวะ และยังเป็นกิจกรรมที่เพิ่มระดับความหนักของการทำงานของระบบหายใจ และไหลเวียนโลหิตในระดับปานกลางหนัก

  

การใช้พลังงาน
                    การลีลาศประเภทลาตินอเมริกัน เป็นกิจกรรมที่ทำให้ร่างกายใช้พลังงานเพิ่มขึ้น จากขณะพักประเภท
5-6 Met หรืออาจเพิ่มขึ้น หรือลดลง ขึ้นอยู่กับความสามารถ และรูปแบบการเต้นของแต่ละบุคคล ซึ่งการลีลาศประเภทนี้ เป็นการเคลื่อนไหวร่างกาย ที่มีความแตกต่างกัน ได้แก่ ลักษณะท่าทาง และมีระดับการเคลื่อนไหวร่างกาย ดังนี้
                    1.1  จังหวะช่า ช่า ช่า (Cha-Cha-Cha) 
                            ลักษณะท่าทาง   การยืดลำตัว แขม่วหน้าท้อง ใช้แรงกดของเท้าแต่ละก้าวอย่างฉับไว และทำต่อเนื่อง  ระดับการเคลื่อนไหว  เป็นการเคลื่อนไหวร่างกายระดับปานกลาง ที่ใช้การเดินค่อนข้างเร็ว จากการใช้กล้ามเนื้อมัดใหญ่ด้วยความเร็วประมาณ 150 ก้าวต่อนาที ตามความเร็วของดนตรี 30 บาร์ต่อนาที
                    1.2  จังหวะรุมบ้า (Rumba) 
                           ลักษณะท่าทาง     การยืดลำตัว แขม่วหน้าท้อง เคลื่อนไหวช้า นิ่มนวล โดยไสเท้าติดกับพื้นฟลอร์ตลอดเวลา ไหลและแขนผ่อนคลาย ระดับการเคลื่อนไหวเป็นการเคลื่อนไหวร่างกายระดับเบา (Light physical activity)  ใช้การเดินในลักษณะนวยนาด  ด้วยความเร็วประมาณ 81 ก้าวต่อนาทีตามความเร็วของดนตรี 24 บาร์ต่อนาที   และสามารถเพิ่มความหนักของงาน  เป็นระดับปานกลางได้   ถ้าใช้รูปแบบ (Figure) ระดับสูงขึ้น (Advance)

                    1.3  จังหวะแซมบ้า (Samba) 
                           ลักษณะท่าทาง  การยืดลำตัว แขม่วหน้าท้อง   การใช้เอว   และสะโพก  เน้นการย่อและเหยียดของข้อเข่า ระดับการเคลื่อนไหวเป็นการเคลื่อนไหวร่างกายระดับปานกลาง (Moderate physical activity) ที่ใช้การเดินค่อนข้างเร็ว ด้วยความเร็วประมาณ 150 ก้าวต่อนาที ตามความเร็วของดนตรี 50 บาร์ต่อนาที
                    1.4  จังหวะไจวฟ์ (Jive) 
                           ลักษณะท่าทาง   การแขม่วหน้าท้อง การเตะ และดีดสะบัดปลายเท้า  ระดับการเคลื่อนไหวเป็นการเคลื่อนไหวร่างกายระดับปานกลาง หึงหนัก (Moderate vigourous physical activity)   ใช้การเดินทั้งแบบปลายเท้า และเต็มเท้า  เพื่อให้ได้ความเร็ว 235 ก้าวต่อนาที  ตามความเร็วของดนตรี 44 บาร์ต่อนาที
                    1.5  จังหวะพาโซ-โดเบ้ล (Paso-Doble) 
                           ลักษณะท่าทาง   ลักษณะการเดินแบบตึง   หรือเหยียดเข่า   และไม่เกร็ง   แขม่วท้อง  ขมิบก้น เพื่อกล้ามเนื้อกระชับ ยืดลำตัวด้วยการยกชายโครง (Ribcage) ตลอดเวลา  ระดับการเคลื่อนไหว  เป็นการเคลื่อนไหวร่างกายระดับเบา - ปานกลาง   จากการเดินด้วยปลายเท้า หรือบางครั้งเดินเต็มเท้าด้วยความเร็ว 124 ก้าวต่อนาที ตามความเร็วของดนตรี  62 บาร์ต่อนาที

      2.  ประเภทบอลรูม หรือ สแตนดาร์ท  (Ballroom or Standard)
                เป็นการลีลาศที่ใช้จังหวะช้า  นิ่มนวล  สง่างาม  ลำตัวจะตั้งตรง การเข้าคู่ฝ่ายชายและหญิงหันหน้าเข้าหากัน และเคลื่อนที่ไปพร้อมกัน เสมือนเป็นคนเดียวกัน  ซึ่งการลีลาศประเภทนี้ เป็นกิจกรรม
ที่เพิ่มระดับความหนักของการทำงานของระบบหายใจ  และไหลเวียนโลหิตในระดับปานกลาง-หนัก ขึ้นอยู่กับความเร็วของการเคลื่อนไหว และยังมีลักษณะเฉพาะที่แตกต่างจากประเภทลาตินอเมริกัน ได้แก่  การเดินที่ใช้ส้นเท้าและปลายเท้า  การก้าวเท้าแต่ละครั้งจะอาศัยหลักของการ  ย่อตัวจากเข่าโดยข้างใดข้างหนึ่งจะรับน้ำหนักตัว และอีกข้างจะกด  หรือลากไปกับพื้นผิวฟลอร์  เมื่อเท้าชิดกันหรือผ่านกันจะเขย่งปลายเท้าขึ้นทั้งสองข้าง (Rise and Fall) ยกเว้นจังหวะแทงโก้ที่อยู่นอกกฎเกณฑ์นี้

                การยืดชายโครง (Ribcage) ตลอดเวลา เพื่อการออกแรงต้านกับคู่ เน้นการใช้ลำตัว หรือชายโครงสัมผัสกัน เพื่อรับรู้ถึงการเป็นผู้นำ และผู้ตามจากการประกบชายโครง และการบิดลำตัวไปพร้อมกัน เสมือนเป็นคนเดียวกันตลอดเวลาในทุกจังหวะ เช่น การทำ Contrary Body Movement (C.B.M.)  คือการเคลื่อนที่โดยบิดลำตัว  และไหล่ไปทางตรงกันข้ามกับการก้าวเท้า หรือการทำ Contrary  Body Movement  Position (C.B.M.P.) คือ ท่ายืนที่ก้าวเท้าข้ามตัดแนวยืนอีกเท้า

               การใช้พลังงาน
               
การลีลาศประเภทสแตนดาร์ท เป็นกิจกรรมที่ทำให้ร่างกายใช้พลังงานเพิ่มขึ้น   จากขณะพักประมาณ 4-5 Met หรือเพิ่มขึ้น หรือลดลงจากนี้ ขึ้นอยู่กับความสามารถ และรูปแบบการเต้น ของแต่ละบุคคล ซึ่งการลีลาศประเภทนี้ เป็นการเคลื่อนไหวร่างกาย ที่มีความแตกต่างกัน ได้แก่ ลักษณะท่าทาง และ  มีระดับการเคลื่อนไหวร่างกาย ดังนี้
               2.1  จังหวะวอลท์ (Waltz) 
                      ลักษณะท่าทาง  การยืดตัวขึ้น และลดตัวลง (Rise and fall)  การสวิงตัว (Body swing)  การสเวย์ (Sway)  ระดับการเคลื่อนไหวเป็นการเคลื่อนไหวร่างกายระดับปานกลาง ทั้งๆ ที่เป็นการเดินด้วยความเร็วประมาณ 90 ก้าวต่อนาที ตามความเร็วของดนตรี 30 บาร์ต่อนาที แต่วิธีการยืดตัวขึ้นและลดตัวลง (Rise and Fall)   การสวิงตัว (Body swing)    การสเวย์ (Sway)   และการทำ C.B.M. (Contrary Body Movement) เป็นการเพิ่มการทำงานของกล้ามเนื้อมากขึ้น   จึงทำให้มีความหนัก หรือความเหนื่อยเพิ่มขึ้น
               2.2  จังหวะแทงโก้ (Tango) 
                      ลักษณะท่าทาง  การย่อตัวตลอดเวลาแบบสงบนิ่ง และการก้าวเท้าแบบพุ่งในลักษณะกระแทกกระทั้นเป็นช่วงๆ (Staccato actions)  ควบคู่กับการเคลื่อนไหวของศีรษะ และไหล่โดยสับเปลี่ยนทันทีทันใด โดยเปรียบเทียบการเคลื่อนไหวคล้ายสัตว์ดั่งแมว หรือเสือ  ระดับการเคลื่อนไหว   เป็นการเคลื่อนไหวร่างกายระดับเบา ถึงปานกลาง ด้วยความเร็วในการเคลื่อนที่ประมาณ 99 ก้าวต่อนาที ตามความเร็วของดนตรี 33 บาร์ต่อนาที
               2.3  จังหวะ Vienness waltz หรือ Quick waltz 
                      ลักษณะท่าทาง    การย่อตัว และยืดตัวขึ้น (Rise and fall) พร้อมกับการเลื่อนไหลด้วยการหมุนไปโดยรอบ ซึ่งต้องอาศัยพลัง และความแข็งแกร่งของร่างกาย  ระดับการเคลื่อนไหวเป็นการเคลื่อนไหวร่างกายระดับปานกลางถึงหนักที่ใช้ความเร็วในการเคลื่อนไหวประมาณ 180 ก้าวต่อนาที ตามความเร็วของดนตรี 60 บาร์ต่อนาที

               2.4  จังหวะควิ๊กสเต็ป (Quick step) 
                      ลักษณะท่าทาง     การใช้เท้าเฉียดผิวฟลอร์อย่างกระฉับกระเฉงการใช้เข่าและขา เท้าและข้อเท้า เพื่อส่งความเร็วที่ถูกต้อง ระหว่างความเร็วและช้า ระดับการเคลื่อนไหวเป็นการเคลื่อนไหวร่างกายระดับปานกลางที่ใช้ความเร็วในการเคลื่อนที่ประมาณ 133 ก้าวต่อนาที ตามความเร็วของดนตรี 50 บาร์ต่อนาที

               2.5  จังหวะสโลว์ฟอกซ์ทรอท (Slow  foxtrot) 
                      ลักษณะท่าทาง   เป็นการใช้พลังของขาและเท้า ในการเปลี่ยนน้ำหนักรับต่อเนื่องกัน เหมือนวงล้อ โดยเน้นการใช้ปลายเท้า และส้นเท้าอย่างชัดเจนระดับการเคลื่อนไหว   เป็นการเคลื่อนไหวร่างกายระดับปานกลาง  ด้วยความเร็วประมาณ  90  ก้าวต่อนาที  ตามความเร็วของดนตรี 30 บาร์ต่อนาที และยังเพิ่มความหนัก  จากการหน่วงของเท้า  และการเคลื่อนเปลี่ยนทิศทางไปกับคู่อย่างกลมกลืน

 

หลักในการลีลาศ

              การลีลาศทั้งแบบแสตนดาร์ด และลาตินอเมริกัน ล้วนมีหลักการเบื้องต้นที่ต้องเรียนรู้ ซึ่งประกอบด้วย

                     1.  การยืน (Standing)  ต้องยืนลำตัวตรง ยืดให้สง่า และสวยงามไม่เกร็ง ผ่อนคลายกล้ามเนื้อ

                     2.  การจับคู่ (The hold)  ต้องมีท่าการจับคู่ และมีการวางตัวและเฉลี่ยน้ำหนักตัวได้ถูกต้อง เพื่อความสมดุลย์ (Balance)

                     3.  การเดิน (The walk)  เดินทั้งก้าวไปข้างหน้า และถอยหลัง ซึ่งเป็นหลักสำคัญยิ่งของการลีลาศ

 

มารยาทในการลีลาศ

                        1.  ความคิดระมัดระวังเกี่ยวกับการแต่งกายตามโอกาส ซึ่งจะทำให้บุคคลนั้นมีความมั่นใจในบุคลิกภาพของตน

                        2.  ให้ความสนใจเป็นพิเศษกับคู่ของตน พูดจาในสิ่งที่เป็นมงคล

                        3.  กล้าที่จะแสดงออกในสิ่งที่ดีงาม พูดที่ดีไม่ควรพูดในเรื่องของตนเองหรือของคู่

                        4.  หากมีอุบัติเหตุเกิดขึ้น ควรขอโทษและยิ้มแย้มแจ่มใสเข้าไว้

                        5.  ควรเก็บความลับของคู่เต้นไว้ให้ดีที่สุด

                        6.  ทุกคนควรยอมรับความกรุณาและมิตรภาพจากผู้อื่น ขณะที่เต้นรำอาจมีการสลับคู่เต้นรำได้แม้ว่าเราจะไม่ประสงค์ก็ตาม

                        7.  การแสดงออกที่น่าเกลียดบางอย่าง ควรละเว้น เช่น การเอารัดเอาเปรียบคู่เต้นรำ

                        8.  ไม่ควรสูบบุหรี่หรือเคี้ยวหมากฝรั่ง หรือขบเคี้ยวของใดๆ ในขณะเต้นรำ

                        9.  การเต้นรำควรเต้นไปตามแนวเต้นรำ ไม่ควรเต้นย้อนแนวเต้นรำ

                      10.  การเต้นรำบางจังหวะ อย่าใช้เนื้อที่ให้เปลืองมากนักในขณะที่บนฟลอร์มีคนมาก

                      11.  ไม่ควรเต้นเร็วจนเกินไป หรือนำสุภาพสตรีแรงเกินไป

                      12.  ทั้งสุภาพบุรุษและสุภาพสตรี เมื่อเต้นรำจบแล้วควรกล่าวขอบคุณ

                      13.  ไม่ควรสอนคู่เต้นรำในจังหวะหรือเสต็ปใหม่บนฟลอร์   หากจังหวะไม่คุ้นเคยหรือเต้นไม่เป็นก็ไม่ควรออกไปเต้น

                      14.  ควรแนะนำคู่เต้นของตน ให้ผู้อื่นได้รู้จักบ้าง

                      15.  พยายามทำตัวให้เป็นกันเองกับเพื่อนๆบ้าง

                      16.  ในขณะที่กำลังเต้นรำอยู่ไม่ควรทิ้งคู่เต้นรำของตนไปเฉยๆ

                      17.  ให้ความช่วยเหลือแก่ผู้ที่หัดเต้นใหม่ๆให้เต้นถูกวิธีตามแบบ

                      18.  อาจพูดคุยกับคู่หรือบุคคลอื่นๆในขณะที่กำลังเต้นรำโดยไม่แสดงการรังเกียจ

                      19.  ขณะที่กำลังเต้นรำจะต้องจับคู่ลีลาศให้ถูกวิธี ไม่กอดรัดแน่นไปอันแสดงเป็นการเอาเปรียบคู่เต้นรำ

                      20.  ในขณะเต้นรำ ต้องใช้ความสุภาพนุ่มนวลไม่กระชาก ดึง หรือบิดแรงๆ

                      21.  พยายามเต้นรำให้ถูกแบบแผน ไม่ออกลวดลายมากเกินไป ซึ่งอาจจะเต้นไม่ได้ก็ได้

                      22.  ไม่เต้นรำโดยการจับคู่เพศเดียวกัน

                      23.  ไม่ร้องเพลงหรือผิวปากในขณะที่กำลังลีลาศอยู

                      24.  ควรกล่าวขอบคุณเจ้าภาพเมื่องานเลิกและชมเชยเจ้าภาพบ้างตามควร

 

                มารยาทในการลีลาศของสุภาพบุรุษ


                    1.  ไม่ควรยืนข้างฟลอร์เฉยๆ

                    2.  สุภาพบุรุษไม่ควรยืนคอยอยู่ข้างเดียว

                    3.  สุภาพบุรุษไม่ควรลีลาศกับสุภาพสตรีในขณะที่ตนเองกำลังมึนเมาสุรา

                    4.  ไม่ตัดคู่ขอลีลาศกับสุภาพสตรีที่กำลังลีลาศอยู่ เมื่อยังมีสตรีอื่นไม่ได้ออกลีลาศ

                    5.  ควรเดินนำหน้าเพื่อขอทาง โดยยื่นมืออีกข้างให้สุภาพสตรี

                    6.  จับถ้าฟลอร์แน่นสุภาพบุรุษควรแตะแขนหรือมือของสุภาพสตรี ด้วยกิริยาที่สุภาพเพื่อที่จะพาไปเต้นรำ ถ้ามีคนที่ริมฟลอร์มาก ควรพาสุภาพสตรีเลื่อนไปทางอื่น

                    7.  ไม่ควรนำลีลาศในลวดลายที่ยาก

                     8.  ถ้าจะขอลีลาศกับสุภาพสตรีอื่น  ต้องขออนุญาตคู่ลีลาศของเขาก่อน   และให้สุภาพสตรีพอใจที่จะลีลาศด้วย

                     9.  สุภาพบุรุษที่ไม่มีคู่เต้นรำไม่ควรไปแย่งคู่เต้นรำของคนอื่น

                   10.  ขณะที่เปลี่ยนคู่สุภาพบุรุษต้องแนะนำคู่ให้รู้จักกับสุภาพบุรุษที่มาขอเปลี่ยนคู่

                   11.  เมื่อเต้นรำเสร็จหรือเลิกก่อนเพลงจบ สุภาพบุรุษต้องพาสุภาพสตรีไปส่ง

                   12.  เมื่อจบเพลงควรเดินตามไปส่งให้ถึงที่นั่ง พร้อมกับกล่าวขอบคุณ

 

มารยาทในการลีลาศของสุภาพสตรี

                     1.  พยายามเป็นผู้ตาม
                     2.  รับการขอลีลาศจากสุภาพบุรุษเสมอไม่ควรขัดข้องเมื่อสุภาพบุรุษมาขอเต้นรำ หากปฏิเสธแล้วจะต้องปฏิเสธกับทุกคนในจังหวะลีลาศ เดียวกัน

                     3.  กล่าวรับคำขอบคุณของสุภาพบุรุษอย่างสุภาพ
                     4.  ถ้ามีการขอเปลี่ยนคู่กันบนฟลอร์ สุภาพสตรีไม่ควรปฏิเสธ โดยปกติแล้วไม่นิยม

 

ประโยชน์ของลีลาศ


                     1.  ช่วยสร้างเสริมสุขภาพให้สมบูรณ์ เพราะเป็นการออกกำลังกาย
                     2.  เป็นกิจกรรมที่ทั้งชายและหญิงเข้าร่วมพร้อมๆ กันได้
                     3.  เป็นกิจกรรมที่ช่วยแก้ไขข้อบกพร่องทางกาย ทั้งยังช่วยสร้างเสริมทรวดทรง ท่าทางและมารยาท
                     4.  ช่วยให้ผู้เรียนเกิดความเชื่อมั่นในตนเอง
                     5.  ช่วยให้เข้าสังคมได้ดี
                     6.  ช่วยให้ได้ใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์ ซึ่งเป็นกิจกรรมนันทนาการ
                     7.  ช่วยให้ลดน้ำหนักได้ด้วยความสามารถ

 

ประโยชน์ของการลีลาศเพื่อสุขภาพ

                การลีลาศ เป็นการออกกำลังกาย ทำให้ร่างกายแข็งแรงสมบูรณ์ สามารถเข้าร่วมได้ ทั้งชายและหญิง และทุกกลุ่มวัย เป็นกิจกรรมที่เสริมสร้างบุคลิกลักษณะ ให้สง่างามในการเคลื่อนไหว  การลีลาศ เป็นกิจกรรมทางสังคม   ซึ่งเป็นที่ยอมรับกันทั่วโลก  เป็นเครื่องมือทางสังคมที่ก่อให้เกิดความสนุกสนาน เพลิดเพลิน มีชีวิตชีวา คลายความตึงเครียด ทั้งร่างกายและจิตใจได้ดี หรือจะใช้เป็นกิจกรรมนันทนาการก็ได้ อันจะทำให้เกิดความพึงพอใจขึ้นมา ซึ่งมีผลต่อสุขภาพดังนี้

               1.  สร้างเสริมความแข็งแรงอดทนของหัวใจ ปอด กล้ามเนื้อข้อต่อ และกระดูก

               2.  รูปร่าง ทรวดทรง และบุคลิกภาพดีขึ้น

               3.  ชะลอความเสื่อมของอวัยวะต่างๆ

               4.  ช่วยรักษาโรคบางอย่าง ที่เกิดจากการขาดการออกกำลังกาย

               5.  ผ่อนคลายความจึงเครียดทั้งทางร่างกาย และจิตใจ

               6.  ระบบทางเดินอาหารทำงานดีขึ้น

               7.  เพิ่มการทรงตัวที่ดี และความคล่องแคล่วว่องไว

               8.  สนองความต้องการตามธรรมชาติของมนุษย์ ซึ่งก่อให้เกิดความพึงพอใจขึ้น

               9.  ทำให้ชีวิตยืนยาว และมีความสุข

             10.  ควบคุมน้ำหนักตัว

lilat 

**********************************************************

 

 

 

ที่มา : คู่มือการออกกำลังกายเพื่อสุขภาพสำหรับประชาชน : กาญจนศรี สิงห์ภู่ งานเวชกรรมสังคม โรงพยาบาลศรีนครินทร์.